การเรียนรู้และสร้างความร่วมมือเพื่อสร้างสังคมสมานฉันท์ข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา

ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 มูลนิธิเอฟซีเอ (FCA) ประเทศไทย ร่วมกับและสำนักงาน FCA ประจำประเทศเมียนมา ได้เดินทางเพื่อเข้าพบกับองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และแม่สอด เพื่อเรียนรู้และสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ในการสนับสนุน เยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐานจากเมียนมา การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการและแนวปฏิบัติที่ดำเนินอยู่ เสริมสร้างความร่วมมือกับผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำงานด้านการย้ายถิ่น การศึกษา การพัฒนาเยาวชน และการคุ้มครอง ตลอดจนสำรวจโอกาสเชิงปฏิบัติในการประสานงานร่วมกันด้านการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพและเทคนิค การย้ายถิ่นอย่างปลอดภัย และการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชน 

ตลอดการลงพื้นที่ทั้งสามจังหวัด ทีมงาน FCA ประเทศไทยและเมียนมาได้พบปะกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 20 องค์กรซึ่งรวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศ และองค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติ ที่ดำเนินกิจกรรมร่วมกับแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และเยาวชน องค์กรด้านข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำงานกับหน่วยงานรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ให้บริการฝึกอบรมวิชาชีพที่มอบทุนการศึกษาและโอกาสพัฒนาทักษะ ตลอดจนกลุ่มเยาวชนที่ขับเคลื่อนงานสนับสนุนเยาวชนและการทำงานเพื่อชุมชน 

ภารกิจในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศเมียนมา การย้ายถิ่นของเยาวชนเมียนมาเข้ามาประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเยาวชนแสวงหาความปลอดภัยและช่องทางการทำงาน แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านโครงสร้างที่ทำให้การเข้าถึงการศึกษา บริการ และการทำงานอย่างถูกกฎหมายถูกจำกัด เยาวชนจำนวนมากต้องพึ่งพาเส้นทางที่ไม่เป็นทางการและนายหน้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกหลอกลวง การค้ามนุษย์ หนี้สิน และการถูกดำเนินคดี  

จากการพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายฝ่าย ภาษาไทยถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เยาวชนแรงงานข้ามชาติเข้าถึงงานที่ปลอดภัยและการอยู่ร่วมในสังคมอย่างสมานฉันท์ ขณะที่เส้นทางด้านการศึกษาเองยังเปราะบางและกระจัดกระจายในหลายระดับ แม้เยาวชนจะมีแรงจูงใจสูง แต่ความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับงานกลับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย ระบบจับคู่งานที่จำกัด และการมีส่วนร่วมของนายจ้างที่ยังมีไม่มาก การลงพื้นที่ครั้งนี้ตอกย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบส่งต่อ การบูรณาการการเตรียมความพร้อมด้านการทำงานเข้ากับมาตรการคุ้มครอง และการส่งเสริมการขับเคลื่อนร่วมกันของเยาวชนเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม และป้องกันเยาวชนจากความเสี่ยงทางกฎหมาย ความปลอดภัย และเศรษฐกิจ