การเดินทางเพื่อการเยียวยา: เมื่อเยาวชนเมียนมาสร้างอนาคตใหม่ในประเทศไทย

องค์กร Finn Church Aid Thailand และเครือข่ายผู้สร้างสันติภาพทางศาสนาและประเพณี ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในท้องถิ่น จัดโครงการ Youth Social Cohesion & Collective Action Fellowship สำหรับเยาวชนชาวเมียนมาร์ในแม่สอด เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ประเทศไทย (กันยายน 2568)
“ในฐานะเยาวชนเมียนมา ผมแบกรับบาดแผลทางใจจากการย้ายถิ่นของตัวเอง ผมรู้สึกหลงทางมาตลอด สามปี แต่ในพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ ผมสามารถแบ่งปันความรู้สึกของผมได้ การได้พะปะกับเยาวชน เมียนมาคนอื่นๆ ทำให้ผมรู้สึกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง – เยาวชนเมียนมา, กรุงเทพมหานคร
ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การย้ายถิ่นมีส่วนสำคัญในการสร้างความหวังและความท้าทายของผู้คนนับล้าน สำหรับเยาวชนจากเมียนมา การย้ายถิ่นไม่ใช่เพียงการข้ามพรมแดน แต่คือการเดินทาง “จากความกลัวไปสู่โอกาส” นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2564 ความขัดแย้ง การปราบปราม และภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สร้างผลกระทบให้กับชุมชนในประเทศจำนวนมาก เยาวชนจำนวนไม่น้อยถูกบีบบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน ละทิ้งการศึกษา ครอบครัว และสถานที่คุ้นเคยไว้เบื้องหลัง
ประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนยาวติดกับเมียนมา ได้กลายเป็นจุดหมายสำคัญเพื่อความปลอดภัย โอกาสการศึกษาและการทำงาน แต่เมื่อข้ามพรมแดนมาแล้ว เยาวชนกลับต้องเผชิญอุปสรรคใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางกฎหมายที่ไม่แน่นอน อุปสรรคด้านภาษา การถูกเอารัดเอาเปรียบ และบาดแผลทางจิตใจ หลายคนรู้สึกมองไม่เห็น และโดดเดี่ยว
เพื่อรับมือกับความเป็นจริงเหล่านี้ มูลนิธิเอฟซีเอ (FCA) ประเทศไทย เครือข่ายนักสันติวิธีโดยวิถีศาสนาและประเพณี (Network of Religious and Traditional Peacemakers: NRTP) และองค์กรพันธมิตรในประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่น (Youth Social Cohesion & Collective Action Fellowship) ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ โครงการนี้ได้อบรมเยาวชนเมียนมาจำนวน ๘๖ คน อายุ ๑๔-๓๕ ปี ในพื้นที่แม่สอด เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ให้มาเรียนรู้ และสร้างความเป็นผู้นำร่วมกัน
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและครอบคลุม
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Youth on the Move: A Regional Approach to Resilience ของ Finn Church Aid ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงเยาวชนเมียนมาจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ เรียนรู้ทักษะที่ใช้ได้จริง และสร้างเครือข่ายการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
มูลนิธิเอฟซีเอได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในประเทศไทย อาทิ เสมสิกขาลัย (Spirit in Education Movement: SEM) The Space มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) โครงการ Burma Concern และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (Thai Volunteer Service: TVS) เพื่อจัดการอบรมเสริมสร้างศักยภาพเชิงปฏิบัติใน 3 พื้นที่ โดยแต่ละองค์กรได้นำจุดแข็งที่แตกต่างกันมารวมกัน ตั้งแต่การสนับสนุนด้านกฎหมายและสิทธิแรงงาน ไปจนถึงการฝึกสติ การศึกษาเพื่อสันติภาพ และการส่งเสริมกิจกรรมอาสาสมัคร

วิทยากรจากเสมสิกขาลัย (SEM) และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบเอกสารทางกฏหมายแก่เยาชนผู้เข้าร่วมโครงการ ในช่วงการอบรมให้ความรู้ด้านกฏหมาย (กิจกรรมจัดขึ้นสามแห่งคือ อ.แม่สอด จ.ตาก, เชียงใหม่ และกทม. เดือน ส.ค.ถึง ก.ย. ๒๕๖๘)
เยียวยาบาดแผลผ่านสติและการรับฟังอย่างลึกซึ้ง
“การได้เรียนรู้เรื่องการเจริญสติและการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงช่วยเยียวยาตัวฉันเอง แต่ยังให้เครื่องมือในการช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย”
– เยาวชนเมียนมา, แม่สอด
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้พูดถึงประสบการณ์ของตนเองอย่างปลอดภัย ผ่านการฝึกสติและแบบฝึกการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) เยาวชนได้แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับความกลัว ความสูญเสีย และความหวัง การรับฟังกันโดยไม่ตัดสินช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าตนเอง “ถูกยอมรับและได้รับความเคารพ” หลายคนบอกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและละอาย กลายเป็นความรู้สึกว่าได้รับความเข้าใจและมีสายสัมพันธ์กับผู้อื่น ความปลอดภัยทางอารมณ์ในลักษณะนี้จึงเป็นฐานที่สำคัญสำหรับการร่วมมือ การลงมือทำร่วมกัน และการฟื้นฟูความมั่นใจในตัวเอง
รู้จักสิทธิของตนเองเพื่อความปลอดภัย
“การได้เรียนรู้เรื่องการย้ายถิ่นอย่างปลอดภัย กฎหมายพื้นฐาน และประเภทเอกสารต่าง ๆ ทำให้เราสามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น” – เยาวชนเมียนมา, เชียงใหม่
เยาวชนเมียนมาจำนวนมากเดินทางมาถึงประเทศไทยโดยแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยหรือสิทธิของตนเองเลย ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงจัดอบรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เช่น เรื่องเอกสารและสถานะบุคคล การย้ายถิ่นอย่างปลอดภัย และช่องทางการขอความช่วยเหลือ เยาวชนได้เรียนรู้ว่าสถานะทางกฎหมายส่งผลต่อการทำงาน การเดินทาง และการเข้าถึงบริการอย่างไร ความรู้เหล่านี้ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง ตอบสนองต่อการถูกละเมิด และตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตนเองได้อย่างมีข้อมูลรองรับมากขึ้น

เยาวชนเมียนมารวมตัวกันเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ เรียนรู้ความรู้ที่สำคัญ และสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมความสมานฉันท์
เรียนรู้ความขัดแย้งและสร้างสันติภาพ
“ในฐานะเยาวชน ฉันได้เรียนรู้ว่าเราเองก็มีบทบาทในการสร้างสันติภาพ ฉันจะเริ่มจากสันติภาพภายในใจของตัวเอง และหวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุข” – เยาวชนเมียนมา, กรุงเทพมหานคร
เยาวชนได้สำรวจ “ระดับของความขัดแย้ง” ตั้งแต่การขัดแย้งภายในใจตนเอง ไปจนถึงการเลือกปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง พร้อมกับฝึกทักษะ เช่น การสื่อสารอย่างเคารพ การฟังเชิงลึก และการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง เมื่อเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับการฝึกฟังอย่างลึกซึ้ง เยาวชนได้สัมผัสว่า “การรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองและความเอาใจเขามาใส่ใจเรา” สามารถเปลี่ยนบรรยากาศในการสนทนาได้อย่างไร แก่นสำคัญคือ การสร้างสันติภาพเริ่มต้นจากภายในตัวเราเอง และขยายออกไปผ่านนิสัยการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ ความยุติธรรม และความเคารพซึ่งกันและกัน

โครงการนี้เสริมสร้างความเป็นผู้นำของเยาวชนเมียนมาในการแสดงออกทางความคิดต่อความท้าทาย ความใฝ่ฝัน และความคาดหวังของพวกเขา
จากถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง สู่ “ถ้อยคำเพื่อสันติภาพ”
““ก่อนหน้านี้ผมเคยใช้คำพูดที่สร้างความเกลียดชังโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ผมได้เรียนรู้แล้วว่าคำพูดที่สงบสันติสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของใครคนหนึ่งได้”– เยาวชนเมียนมา, แม่สอด
ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในชีวิตของเยาวชน ผู้เข้าร่วมจึงได้สำรวจร่วมกันว่า “ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง” สร้างบาดแผลต่อทั้งบุคคลและชุมชนอย่างไร พวกเขาได้พูดคุยถึงภาษาที่พบเห็นทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตประจำวัน และฝึกเปลี่ยนคำพูดเชิงลบให้กลายเป็น “ถ้อยคำเพื่อสันติภาพ” ที่เคารพศักดิ์ศรีและลดความตึงเครียด ผ่านการฝึกปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมได้ยอมรับอคติของตนเอง ทบทวนสาเหตุของถ้อยคำสร้างความเกลียดชังที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และระบบการศึกษา และตระหนักถึงบทบาทของตนในการป้องกันไม่ให้ความเกลียดชังบานปลาย ตลอดจนการรักษาความสมานฉันท์ในสังคม
ภาวะผู้นำเยาวชนเพื่อสันติภาพและการเปลี่ยนแปลง
“ก่อนเข้าร่วมการอบรม ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง แต่ที่นี่ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนใหม่และเรื่องราวของพวกเขา พวกเขาทำให้ผมอยากเดินหน้าต่อ และช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม” – เยาวชนเมียนมา, เชียงใหม่
โครงการมองว่าเยาวชนทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำ ผ่านการสนทนาและการทำงานกลุ่ม เยาวชนได้สำรวจว่าการเป็นผู้นำที่มีความเอื้ออาทร ยุติธรรม และกล้าหาญมีหน้าตาอย่างไร พวกเขาได้ระดมความคิดว่าตนเองจะมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ในชุมชน การให้ความช่วยเหลือเพื่อน การทำงานอาสาสมัคร หรือการใช้สื่อออนไลน์ในการแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ โครงการนี้ไม่เพียงให้ทักษะเชิงปฏิบัติ แต่ยังปลูกฝัง “ความรู้สึกว่าตนเองมีพลังและความหมาย” ทำให้เยาวชนกล้าริเริ่มและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในชุมชนของตนเอง
ก้าวต่อไปด้วยกัน
สำหรับเยาวชนเมียนมา การย้ายถิ่นมักเริ่มต้นจากวิกฤต แต่การเดินทางของพวกเขาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น โครงการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่น แสดงให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ความคุ้มครอง และการสนับสนุนด้านภาวะผู้นำ ด้วยการรับฟังกันและกัน การเรียนรู้สิทธิของตนเอง และการฝึกใช้ถ้อยคำและการกระทำที่สร้างสันติในชีวิตประจำวัน เยาวชนเหล่านี้ไม่เพียงกำลังสร้างชีวิตของตนเองขึ้นมาใหม่ แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างชุมชนที่มีความเมตตาและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศไทยและขยายออกไปในอนาคต
“ผมพบความสงบที่นี่… ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่ลำพัง เพราะมีเพื่อนและคนอื่น ๆ คอยสนับสนุนการเดินทางของผม” – เยาวชนเมียนมา, แม่สอด